คำนามพิเศษ
สารบัญ
สำหรับผู้เริ่มเรียนบาลีการแปรรูปนามถือว่าเป็นภาระหนักอันแรกที่ต้องจดจำ สิ่งที่เราได้เรียนผ่านมาก็นับว่ามากอยู่ มีทั้งการแปรรูปนามปกติรวมทั้งคำคุณศัพท์ และการแปรรูปคำสรรพนามที่ใช้บ่อย นั่นเพียงพอแก่การเริ่มต้นแต่ยังไม่พอที่จะอ่านคัมภีร์ต่าง ๆ ได้ เราต้องเรียนคำนามที่มีการแปรรูปแบบพิเศษด้วย เพราะคำเหล่านี้ใช้บ่อยมากในคัมภีร์ (อาจเพราะเป็นคำเก่าที่ถือกฎโบราณในการแปรรูป) เราควรจะจำให้ได้ด้วย อย่างน้อยก็ควรรู้ว่าคำใดบ้างอยู่ในกลุ่มพิเศษ ส่วนรูปการแปรอาจจะอาศัยตารางช่วยไปก่อนในระยะแรก ๆ เมื่อเราอ่านคัมภีร์ไปสักพักก็จะคุ้นเอง ส่วนการแปรรูปคำสรรพนามอื่น ๆ จะได้กล่าวถึงในบทที่เกี่ยวข้องต่อไป ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่ได้กล่าวถึง ให้ศึกษาจาก Appendix B.4 ใน Pāli for New Learners
การใช้งานของคำพิเศษเหล่านี้ก็เหมือนกับคำนามทั่วไป เพียงแต่แปรรูปให้ตรงกับหน้าที่ที่ต้องการ แต่ในการอ่านคัมภีร์ต่าง ๆ เราต้องจดจำรูปคำที่มีหลากหลายด้วยเพราะบางครั้งเมื่อพบรูปที่ไม่คุ้นก็จะเกิดความสับสนได้ ตัวอย่างเช่นเมื่อพบคำว่า sati อยู่ในประโยคที่ไม่น่าจะพูดถึงเกี่ยวกับสติ ตัวบทอาจจะเป็นรูป loc. ของ santa ก็ได้ (ดูตารางสุดท้าย)
ที่พิเศษกว่าชุดอื่นคือคำในกลุ่มของ guṇavantu ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งคำนามและคำคุณศัพท์ การใช้งานเบื้องต้นได้อธิบายไว้แล้วในเรื่องนามกับบทขยาย ส่วนการใช้งานในหน้าที่อื่น ๆ ก็เหมือนกับคำทั่วไป คำที่พบมากที่สุดของชุดนี้เห็นจะเป็น bhagavantu ที่หมายถึงผู้มีพระภาค (the Blessed One) มีรูป bhagavā (nom.) bhagavantaṃ (acc.) bhagavatā (ins./abl.) และ bhagavato (dat./gen.) เป็นต้นที่พบบ่อย
มโนคณะ
มีคำชุดหนึ่งเรียกว่า มโนคณะ มีการแปรรูปแบบเดียวกัน ดูได้จากตารางข้างล่าง นอกจากคำชุดนี้ยังมีคำปกติบางคำมีบางรูปที่ใช้ตรงกับคำชุดนี้ เช่น pāda (foot) มีรูป pādaso pādasā และ mukha (mouth) มีรูป mukhasā เป็นต้น เราถือสองศัพท์นี้มีรูปพิเศษเฉพาะ แต่ไม่นับรวมในมโนคณะ
ส่วนคำในมโนคณะเองถ้าใช้ในความหมายอื่นก็ถือว่าไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน โดยให้แปรรูปตามกฎปกติ คำเหล่านี้ได้แก่ vaya ที่แปลว่า decay และ sara ที่แปลว่า sound หรือ arrow เมื่อใช้ในความหมายดังกล่าวให้ถือว่าเป็นคำนามปกติ
| Case | Singular | Plural |
|---|---|---|
| 1. nom. | ||
| 2. acc. | ||
| 3. ins. | ||
| 4. dat. | ||
| 5. abl. | ||
| 6. gen. | ||
| 7. loc. | ||
| 8. voc. |
Rāja brahma atta เป็นต้น
คำกลุ่มนี้ไม่ได้จัดเป็นชุดแต่ก็มีลักษณะคล้ายกันคือส่วนใหญ่เป็น m. ที่มีรูป nom. ลงท้ายด้วย ā นอกจากนี้ยังมีคำจิปาถะอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่มีกลุ่มจะลงจึงนำมารวมไว้ด้วย และยังมีอีกบางส่วนที่ไม่ได้นำมาลงเพราะเห็นว่าไม่ได้พบบ่อย ให้ดูเพิ่มเติมในหนังสือ คำส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้เมื่อใช้เป็นคำประสม (compound) จะแปรรูปแบบปกติก็ได้ เช่น mahārājo เป็นต้น
การแปรรูปของ sā (dog) นำมาจากปทรูปสิทธิ (Rūpa 144) แต่สัททนีติมีแบบที่ต่างออกไป (Sadd-Pad 6) ให้ดูตารางในหนังสือ คำนี้ไม่น่าจะพบบ่อย ถ้าจะใช้ให้ใช้ sunakha (m.) แทน ซึ่งแปรรูปตามปกติ
คำว่า go แปลทั่วไปว่า ปศุสัตว์ (cattle) จะหมายถึงวัวตัวผู้ (ox) หรือวัวตัวเมีย (cow) ก็ได้ คือการแปรรูปใช้ได้ทั้ง m. และ f. คำที่ใช้แทนได้คือ goṇa (m.) กับ gāvī (f.) ทั้งสองคำแปรรูปตามปกติ
| Case | Singular | Plural |
|---|---|---|
| 1. nom. | ||
| 2. acc. | ||
| 3. ins. | ||
| 4. dat. | ||
| 5. abl. | ||
| 6. gen. | ||
| 7. loc. | ||
| 8. voc. |
Satthu kattu เป็นต้น
คำชุดนี้แปรรูปคล้ายกัน ส่วนคำบริวารทั้งหลายใช้แบบตาม kattu ทั้งหมด ที่มาของรูปแบบเกิดจากการผสมระหว่างปทรูปสิทธิกับสัททนีติปทมาลา ในตำราที่มาจากผู้ศึกษาภาษาสันสกฤตมักจะใช้รูป stem คือ satthar และ kattar เป็นต้น แต่ตำราในแนวขนบไม่ได้ใช้รูปศัพท์แบบนี้
| Case | Singular | Plural |
|---|---|---|
| 1. nom. | ||
| 2. acc. | ||
| 3. ins. | ||
| 4. dat. | ||
| 5. abl. | ||
| 6. gen. | ||
| 7. loc. | ||
| 8. voc. |
Pitu mātu เป็นต้น
คำชุดนี้คล้ายกับกลุ่ม satthu มีจุดต่างกันเล็กน้อย ที่แยกออกมาเพื่อความชัดเจน บางครั้งเราจะเห็นคำในชุดนี้เป็น pitar และ mātar เป็นต้น เมื่อใช้เป็นคำประสม mātāpitu แปลว่า parents ใช้การแปรรูปแบบ pitu แต่ใช้เฉพาะพหูพจน์เช่น mātāpitaro เป็นต้น
| Case | Singular | Plural |
|---|---|---|
| 1. nom. | ||
| 2. acc. | ||
| 3. ins. | ||
| 4. dat. | ||
| 5. abl. | ||
| 6. gen. | ||
| 7. loc. | ||
| 8. voc. |
Guṇavantu himavantu satimantu เป็นต้น
คำชุดนี้เป็นผลผลิตที่เกิดจาก secondary derivation (ตัทธิต) มีปัจจัยท้ายเป็น -mantu หรือ -vantu คำเหล่านี้แปรรูปด้วยหลักเดียวกันแต่บางคำมีบางรูปที่แปลกออกไป จึงแยกได้เป็นสามกลุ่มย่อย คำทั้งหมดนี้เป็นได้ทั้งคำนามและคำคุณศัพท์จึงผันได้ทั้งสามเพศ ส่วนคำแปลส่วนใหญ่จะให้เป็นคุณศัพท์ ถ้าจะแปลเป็นคำนามให้ใส่ one who is หรือ thing that is เข้าไป ถ้าคำไหนให้คำแปลเป็นนามก็ให้ทำตรงกันข้าม
| Case | Singular | Plural |
|---|---|---|
| 1. nom. | ||
| 2. acc. | ||
| 3. ins. | ||
| 4. dat. | ||
| 5. abl. | ||
| 6. gen. | ||
| 7. loc. | ||
| 8. voc. |
Gacchanta bhavanta เป็นต้น
คำชุดนี้มีรูปศัพท์คล้ายกันแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มของ gacchanta ซึ่งมีคำบริวารจำนวนหนึ่ง คำกลุ่มนี้เป็นตัวอย่างของนามที่มาจากปัจจัย -anta ซึ่งเป็นรูป present participle (ดูรายละเอียดในบทที่เกี่ยวข้อง) ฉะนั้นคำชุดนี้จึงสามารถมีได้ไม่จำกัด ที่ยกมาเป็นเพียงที่พบได้บ่อย ในกรณีที่จะใช้คำกลุ่มนี้เป็น f. ให้แปลงอักษรท้ายเป็น ā แล้วแปรรูปแบบปกติ ส่วน nt. ให้ดูตามแบบที่แสดงไว้เป็นตัวอย่าง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งมี bhavanta เป็นต้นนั้น เป็นคำจิปาถะที่มีรูปคล้ายกันแต่ไม่ได้แปรรูปเหมือนกันทั้งหมด
คำว่า arahanta ในตารางหมายถึงผู้ที่ควรบูชา แต่ถ้าจะหมายถึงพระอรหันต์ให้แปรรูป nom. เป็น arahā นอกนั้นเหมือนกัน อีกคำที่น่าสนใจคือ santa (m.) แปลว่า righteous person ถ้าเป็น f. ให้ใช้ satī ซึ่งแปรรูปแบบปกติ รูป santa มีคำพ้องที่มาจากกริยา atthi ผสมกับปัจจัย -anta มีความหมายว่า thing that is existing มีการแปรรูปต่างกันเล็กน้อยคือ รูป nom. ใช้ santo ไม่ใช้ saṃ (ดูรายละเอียดในหนังสือ)
| Case | Singular | Plural |
|---|---|---|
| 1. nom. | ||
| 2. acc. | ||
| 3. ins. | ||
| 4. dat. | ||
| 5. abl. | ||
| 6. gen. | ||
| 7. loc. | ||
| 8. voc. |